วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554
ภาพรวมระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน ทั่วประเทศไทย
ภาพรวมระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน
ทั่วประเทศไทย
ปีงบประมาณ 2553
ระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนทั่วประเทศไทย
| | : | 101 | แห่ง |
| | : | 12 | แห่ง |
| | : | 96 | พื้นที่ |
| | : | 50 | จังหวัด |
สถานภาพระบบบำบัดน้ำเสียแบบรวมศูนย์ในปัจจุบัน
| | : | 90 | แห่ง |
| | : | 1 | แห่ง |
| | : | 10 | แห่ง |
ประเภทของระบบบำบัดน้ำเสียแบบรวมศูนย์ในปัจจุบัน
| | : | 46 | แห่ง |
| | : | 16 | แห่ง |
| | : | 17 | แห่ง |
| | : | 21 | แห่ง |
| | : | 1 | แห่ง |
จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์( EM )สำคัญอย่างไร? ต่อระบบบำบัดน้ำเสีย
จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์( EM )สำคัญอย่างไร?
ท่านรู้หรือไม่ว่าในโลกนี้ ถ้าปราศจากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หรืออีเอ็ม( Effective Micro-organisms )อยู่ เคียงข้างกับมนุษย์และสัตว์โลกนี้ มนุษย์และสัตว์ทุกชนิดอาจไม่มีชีวิตยืนอยู่บนโลกนี้ ในโลกความเป็นจริงจุลินทรีย์มีหลายกลุ่ม แต่พอสรุปได้เป็น 3 จำพวกดังนี้
1. จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หรือกลุ่มที่ให้ประโยชน์ ( EM ) จุลินทรีย์กลุ่มนี้พบได้แทบทุกแห่ง ทั้งในร่างกายคนเราและสิ่งแวดล้อมทั่วๆไป แต่อาจมีปริมาณน้อย ให้ประโยชน์ในเรื่องการย่อยสลายและการควบคุมกลุ่มจุลินทรีย์ที่ให้โทษ กลุ่มจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์มีทั้งประเภทใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจน
2. จุลินทรีย์ที่มีโทษหรือกลุ่มที่ให้โทษ กลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม สิ่งปฏิกูลเน่าเสียล้วนเกิดจากปฏิกิริยาของจุลินทรีย์กลุ่มนี้
3. จุลินทรีย์ที่เป็นกลาง คือกลุ่มที่แสดงผลเป็นกลาง สามารถให้ประโยชน์หรือให็ดทษก็ได้ เมื่อรวมกลุ่มกับจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์ ก็จะเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ แต่ถ้ารวมตัวกับกลุ่มจุลินทรีย์ที่ให้โทษ ก็จะทำให้เกิดโทษขึ้นได้
เกี่ยวกับจุลินทรีย์ กลุ่มจุลินทรีย์มีหลายกลุ่มดังนี้
1. กลุ่มจุลินทรีย์สร้างสรรค์หรือกลุ่มจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์ เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพ มีประมาณ 10 %
2. กลุ่มจุลินทรีย์ทำลาย เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ ทำให้เกิดโรคต่างๆรวมทั้งของเสียต่างๆ มีประมาณ 10 %
3. กลุ่มจุลินทรีย์เป็นกลาง มีประมาณ 80 % จุลินทรีย์กลุ่มนี้หากกลุ่มใด มีจำนวนมากกว่า จุลินทรีย์กลุ่มนี้จะสนับสนุนหรือร่วมด้วย
ดัง นั้น การเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพลงในดิน ก็เพื่อให้กลุ่มสร้างสรรค์มีจำนวนมากกว่า ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้กลับมีพลังขึ้นมา อีกหลังจากที่ถูกทำลายด้วยสารเคมีจนดินตายไป
จุลินทรีย์มี 2 ประเภท1. จุลินทรีย์ประเภทต้องการอากาศ (Aerobic Bacteria)
2. จุลินทรีย์ประเภทไม่ต้องการอากาศ (Anaerobic Bacteria)
จุลินทรีย์ ทั้ง 2 กลุ่มนี้ ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้ จากการค้นคว้าดังกล่าว ได้มีการนำเอาจุลินทรีย์ที่ได้รับการคัดและเลือกสรรอย่างดีจากธรรมชาติ ที่มีประโยชน์ต่อพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม มารวมกัน 5 กลุ่ม (Families) 10 จีนัส (Genues) 80 ชนิด (Spicies) ได้แก่
จุลินทรีย์กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกเชื้อราที่มีเส้นใย (Filamentous fungi) ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการย่อยสลาย สามารถทำงานได้ดีในสภาพที่มีออกซิเจน มีคุณสมบัติต้านทานความร้อนได้ดี ปกติใช้เป็นหัวเชื้อผลิตเหล้า ผลิตปุ๋ยหมัก ฯลฯ
จุลินทรีย์กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสังเคราะห์แสง (Photosynthetic microorganisms) ทำหน้าที่สังเคราะห์สารอินทรีย์ให้แก่ดิน เช่น ไนโตรเจน (N2) กรดอะมิโน (Amino acids) น้ำตาล (Sugar) วิตามิน (Vitamins) ฮอร์โมน (Hormones) และอื่นๆ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ดิน
จุลินทรีย์กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก (Zynogumic or Fermented microorganisms) ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้ดินต้านทานโรค (Diseases resistant) เข้าสู่วงจรการย่อยสลายได้ดี ช่วยลดการ พังทลายของดิน ป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชบางชนิด สามารถบำบัดมลพิษในน้ำเสียที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษต่างๆ ได้
จุลินทรีย์ กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกตรึงไนโตรเจน (Nitrogen fixing microorganisms) มีทั้งพวกที่เป็นสาหร่าย (Algae) และพวกแบคทีเรีย (Bacteria) ทำหน้าที่ตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศเพื่อให้ดินผลิตสารที่เป็นประโยชน์ต่อการ เจริญเติบโต เช่น โปรตีน (Protein) กรดอินทรีย์ (Organic acids) กรดไขมัน (Fatty acids) แป้ง (Starch or Carbohydrates) ฮอร์โมน(Hormones) วิตามิน (Vitamins) ฯลฯ
จุลินทรีย์กลุ่มที่ 5 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสร้างกรดแลคติก (Lactic acids) มีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อรา และแบคทีเรียที่เป็นโทษ ส่วนใหญ่เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศหายใจ ทำหน้าที่เปลี่ยนสภาพดินเน่าเปื่อย หรือดินก่อโรคให้เป็นดินที่ต้านทานโรค ช่วยลดจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชที่มีจำนวนนับแสน หรือให้หมดไป นอกจากนี้ยังช่วยย่อยสลายเปลือกเมล็ดพันธุ์พืช ช่วยให้เมล็ดงอกได้ดีและแข็งแรงกว่าปกติอีกด้วย
2. กลุ่มจุลินทรีย์ทำลาย เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ ทำให้เกิดโรคต่างๆรวมทั้งของเสียต่างๆ มีประมาณ 10 %
3. กลุ่มจุลินทรีย์เป็นกลาง มีประมาณ 80 % จุลินทรีย์กลุ่มนี้หากกลุ่มใด มีจำนวนมากกว่า จุลินทรีย์กลุ่มนี้จะสนับสนุนหรือร่วมด้วย
ดัง นั้น การเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพลงในดิน ก็เพื่อให้กลุ่มสร้างสรรค์มีจำนวนมากกว่า ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้กลับมีพลังขึ้นมา อีกหลังจากที่ถูกทำลายด้วยสารเคมีจนดินตายไป
จุลินทรีย์มี 2 ประเภท1. จุลินทรีย์ประเภทต้องการอากาศ (Aerobic Bacteria)
2. จุลินทรีย์ประเภทไม่ต้องการอากาศ (Anaerobic Bacteria)
จุลินทรีย์ ทั้ง 2 กลุ่มนี้ ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้ จากการค้นคว้าดังกล่าว ได้มีการนำเอาจุลินทรีย์ที่ได้รับการคัดและเลือกสรรอย่างดีจากธรรมชาติ ที่มีประโยชน์ต่อพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม มารวมกัน 5 กลุ่ม (Families) 10 จีนัส (Genues) 80 ชนิด (Spicies) ได้แก่
จุลินทรีย์กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกเชื้อราที่มีเส้นใย (Filamentous fungi) ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการย่อยสลาย สามารถทำงานได้ดีในสภาพที่มีออกซิเจน มีคุณสมบัติต้านทานความร้อนได้ดี ปกติใช้เป็นหัวเชื้อผลิตเหล้า ผลิตปุ๋ยหมัก ฯลฯ
จุลินทรีย์กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสังเคราะห์แสง (Photosynthetic microorganisms) ทำหน้าที่สังเคราะห์สารอินทรีย์ให้แก่ดิน เช่น ไนโตรเจน (N2) กรดอะมิโน (Amino acids) น้ำตาล (Sugar) วิตามิน (Vitamins) ฮอร์โมน (Hormones) และอื่นๆ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ดิน
จุลินทรีย์กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก (Zynogumic or Fermented microorganisms) ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้ดินต้านทานโรค (Diseases resistant) เข้าสู่วงจรการย่อยสลายได้ดี ช่วยลดการ พังทลายของดิน ป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชบางชนิด สามารถบำบัดมลพิษในน้ำเสียที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษต่างๆ ได้
จุลินทรีย์ กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกตรึงไนโตรเจน (Nitrogen fixing microorganisms) มีทั้งพวกที่เป็นสาหร่าย (Algae) และพวกแบคทีเรีย (Bacteria) ทำหน้าที่ตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศเพื่อให้ดินผลิตสารที่เป็นประโยชน์ต่อการ เจริญเติบโต เช่น โปรตีน (Protein) กรดอินทรีย์ (Organic acids) กรดไขมัน (Fatty acids) แป้ง (Starch or Carbohydrates) ฮอร์โมน(Hormones) วิตามิน (Vitamins) ฯลฯ
จุลินทรีย์กลุ่มที่ 5 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสร้างกรดแลคติก (Lactic acids) มีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อรา และแบคทีเรียที่เป็นโทษ ส่วนใหญ่เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศหายใจ ทำหน้าที่เปลี่ยนสภาพดินเน่าเปื่อย หรือดินก่อโรคให้เป็นดินที่ต้านทานโรค ช่วยลดจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชที่มีจำนวนนับแสน หรือให้หมดไป นอกจากนี้ยังช่วยย่อยสลายเปลือกเมล็ดพันธุ์พืช ช่วยให้เมล็ดงอกได้ดีและแข็งแรงกว่าปกติอีกด้วย
กลุ่มจุลินทรีย์ที่นำมาใช้ บำบัดน้ำเสีย กำจัดกลิ่นเหม็น กำจัดของเสีย จะใช้กลุ่มจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศ ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สูง ย่อยสลายสิ่งสกปรกและของเสียได้เป็นอย่างดี ย่อยสลายและดับกลิ่นเน่าเหม็นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะใดๆต่อโลก ในทางตรงกันข้ามช่วยให้สิ่งแวดล้อมโดยรวมดีขึ้นจากขบวนการย่อยสลายสิ่งสกปรก นั่นเอง
ถ้าไม่มีจุลินทรีย์ในการ ย่อยสลาย สิ่งปฏิกูลและของเสียต่างๆจะท่วมโลกได้ และจะถึงกาลอวสานของสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ทั้งหมด รวมถึงมนุษย์ด้วย
การบำบัดน้ำเสียและกากตะกอน (Wastewater Treatment and Sludge Disposal
| |
| ความสำคัญของระบบบำบัดน้ำเสีย |
โรงบำบัดน้ำเสียเป็น สถานที่รวบรวมน้ำเสียจากบ้านเรือน แหล่งพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และสถาบัน เข้าสู่กระบวนการบำบัดแบบต่าง ๆ เพื่อกำจัดมลสารที่อยู่ในน้ำเสีย ให้มีคุณภาพดีขึ้นและไม่ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อแม่น้ำ ลำคลอง แหล่งน้ำธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมโดยรอบ โดยน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วจะถูกระบายลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ หรือบางส่วนยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และอื่นๆ
แม้ว่าน้ำจะเป็น แหล่งทรัพยากรที่มีการใช้ซ้ำหลายครั้งวนเวียนเป็นวัฏจักร และมีกระบวนการทำให้สะอาดโดยตัวมันเอง (Self Purification) แต่กระบวนการนี้ก็มีขีดความสามารถจำกัดในแต่ละแหล่งน้ำ ดังนั้น การบำบัดน้ำเสียจึงเป็นกลไกสำคัญอันหนึ่งที่จะช่วยลดภาระของแหล่งน้ำในการทำ ความสะอาดตัวเองตาม ธรรมชาติและช่วยป้องกันมิให้สารมลพิษปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำดิบในการผลิตน้ำ ประปา
| การรวบรวมน้ำเสีย |
ระบบท่อระบายน้ำเป็น ระบบท่อที่มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายที่ซับซ้อนทำหน้าที่รวบรวมน้ำเสียจาก ที่พักอาศัย อุตสาหกรรม ธุรกิจพาณิชยกรรม และสถาบัน ให้ไหลไปตามท่อระบายน้ำซึ่งวางอยู่ใต้ดินไปสู่ระบบบัดน้ำเสียก่อนที่จะปล่อย ออกสู่สิ่งแวดล้อม โดยปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นจะใกล้เคียงกับอัตราการใช้น้ำในชุมชนนั้นๆ และการไหลของน้ำเสียเข้าระบบบำบัดน้ำเสียจะแปรผันตามช่วงการใช้น้ำในแต่ละ วัน และแปรผันตามฤดูกาลในแต่ละปี ทั้งนี้ระบบท่อระบายน้ำจะต้องมีความสามารถในการรองรับน้ำที่ไหลเข้าท่อระบาย น้ำได้ทั้งหมดโดยไม่ก่อให้เกิดการรั่วซึมหรือทำให้เกิดน้ำท่วมขึ้นภายใน ชุมชน
| การบำบัดน้ำเสีย |
การเลือกระบบบำบัด น้ำเสียขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ลักษณะของน้ำเสีย ระดับการบำบัดน้ำเสียที่ต้องการ สภาพทั่วไปของท้องถิ่น ค่าลงทุนก่อสร้างและค่าดำเนินการดูแลและบำรุงรักษา และขนาดของที่ดินที่ใช้ในการ ก่อสร้าง เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ระบบบำบัดน้ำเสียที่เลือกมีความเหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน โดยการบำบัดน้ำเสียสามารถแบ่งได้ตามกลไกที่ใช้ในการกำจัดสิ่งเจือปนในน้ำ เสีย ได้ดังนี้
1. การบำบัดทางกายภาพ (Physical Treatment) : เป็น วิธีการแยกเอาสิ่งเจือปนออกจากน้ำเสีย เช่น ของแข็งขนาดใหญ่ กระดาษ พลาสติก เศษอาหาร กรวด ทราย ไขมันและน้ำมัน โดยใช้อุปกรณ์ในการบำบัดทางกายภาพ คือ ตะแกรงดักขยะ ถังดักกรวดทราย ถังดักไขมันและน้ำมัน และถังตกตะกอน ซึ่งจะเป็นการลดปริมาณของแข็งทั้งหมดที่มีในน้ำเสียเป็นหลัก
2. การบำบัดทางเคมี (Chemical Treatment) : เป็น วิธีการบำบัดน้ำเสียโดยใช้กระบวนการทางเคมี เพื่อทำปฏิกิริยากับสิ่งเจือปนในน้ำเสีย วิธีการนี้จะใช้สำหรับน้ำเสียที่มีส่วนประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ ค่าพีเอชสูงหรือต่ำเกินไป มีสารพิษ มีโลหะหนัก มีของแข็งแขวนลอยที่ตกตะกอนยาก มีไขมันและน้ำมันที่ละลายน้ำ มีไนโตรเจนหรือฟอสฟอรัสที่สูงเกินไป และมีเชื้อโรค ทั้งนี้อุปกรณ์ที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางเคมี ได้แก่ ถังกวนเร็ว ถังกวนช้า ถังตกตะกอน ถังกรอง และถังฆ่าเชื้อโรค
3. การบำบัดทางชีวภาพ (Biological Treatment) : เป็น วิธีการบำบัดน้ำเสียโดยใช้กระบวนการทาง ชีวภาพหรือใช้จุลินทรีย์ ในการกำจัดสิ่งเจือปนในน้ำเสียโดยเฉพาะสารคาร์บอนอินทรีย์ ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส โดยความสกปรกเหล่านี้จะถูกใช้เป็นอาหารและเป็นแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์ใน ถังเลี้ยงเชื้อเพื่อการเจริญเติบโต ทำให้น้ำเสียมีค่าความสกปรกลดลง โดยจุลินทรีย์เหล่านี้อาจเป็นแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic Organisms) หรือไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Organisms) ก็ได้ ระบบบำบัดน้ำเสียที่อาศัยหลักการทางชีวภาพ ได้แก่ ระบบ แอกทิเวเต็ดสลัดจ์ (Activate Sludge, AS) ระบบแผ่นจานหมุนชีวภาพ (Rotating Biological Contactor, RBC) ระบบคลอง วนเวียน (Oxidation Ditch, OD) ระบบบ่อเติมอากาศ (Aerated Lagoon, AL) ระบบโปรยกรอง(Trickling Filter) ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย (Stabilization Pond) ระบบยูเอเอสบี (Upflow Anaerobic Sludge Blanket, UASB) และ ระบบกรองไร้อากาศ (Anaerobic Filter, AF) เป็นต้น
การบำบัดน้ำเสีย สามารถแบ่งได้ตามขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
1. การบำบัดขั้นต้น (Preliminary Treatment) และการบำบัดเบื้องต้น (Primary Treatment) : เป็น การบำบัดเพื่อแยกทราย กรวด และของแข็งขนาดใหญ่ ออกจากของเหลวหรือน้ำเสีย โดยเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบด้วย ตะแกรงหยาบ (Coarse Screen) ตะแกรงละเอียด (Fine Screen) ถังดักกรวดทราย (Grit Chamber) ถังตกตะกอนเบื้องต้น (Primary Sedimentation Tank) และเครื่องกำจัดไขฝ้า (Skimming Devices) การบำบัด น้ำเสียขั้นนี้สามารถกำจัดของแข็งแขวนลอยได้ร้อยละ 50 - 70 และกำจัดสารอินทรีย์ซึ่งวัดในรูปของบีโอดีได้ ร้อยละ 25 - 40
2. การบำบัดขั้นที่สอง (Secondary Treatment) : เป็น การบำบัดน้ำเสียที่ผ่านกระบวนการบำบัดขั้นต้นและการบำบัดเบื้องต้นมาแล้ว แต่ยังคงมีของแข็งแขวนลอยขนาดเล็กและสารอินทรีย์ทั้งที่ละลายและไม่ละลายใน น้ำเสียเหลือค้างอยู่ โดยทั่วไปการบำบัดขั้นที่สองหรือเรียกอีกอย่างว่าการบำบัดทางชีวภาพ (Biological Treatment) จะอาศัยหลักการเลี้ยงจุลินทรีย์ในระบบภายใต้สภาวะที่สามารถควบคุมได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกินสารอินทรีย์ได้รวดเร็วกว่าที่เกิดขึ้นตาม ธรรมชาติ และแยกตะกอนจุลินทรีย์ออกจากน้ำทิ้งโดยใช้ถังตกตะกอน (Secondary Sedimentation Tank) ทำให้น้ำทิ้งมีคุณภาพดีขึ้น จากนั้นจึงผ่านเข้าระบบฆ่าเชื้อโรค (Disinfection) เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคปนเปื้อน ก่อนจะระบายน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ หรือนำกลับไป ใช้ประโยชน์ (Reuse) การบำบัดน้ำเสียในขั้นนี้สามารถกำจัดของแข็งแขวนลอยและสารอินทรีย์ซึ่งวัดใน รูปของ บีโอดีได้มากกว่าร้อยละ 80
3. การบำบัดขั้นสูง (Advance Treatment หรือ Tertiary Treatment) : เป็นก ระบวนการกำจัดสารอาหาร (ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส) สี สารแขวนลอยที่ตกตะกอนยาก และอื่นๆ ซึ่งยังไม่ได้ถูกกำจัดโดยกระบวนการบำบัดขั้นที่สอง ทั้งนี้เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดียิ่งขึ้นเพียงพอที่จะนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ได้ นอกจากนี้ยังช่วย ป้องกันการเติบโตผิดปกติของสาหร่ายที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดน้ำเน่า แก้ไขปัญหาความน่ารังเกียจของแหล่งน้ำอันเนื่องจากสี และแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่ระบบบำบัดขั้นที่สองมิสามารถกำจัดได้ กระบวนการบำบัดขั้นสูง ได้แก่
- การกำจัดฟอสฟอรัส ซึ่งมีทั้งแบบใช้กระบวนการทางเคมีและแบบใช้กระบวนการทางชีวภาพ
- การกำจัดไนโตรเจน ซึ่งมีทั้งแบบใช้กระบวนการทางเคมีและแบบใช้กระบวนการทางชีวภาพ โดยวิธีการทางชีวภาพนั้นจะมี 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการเปลี่ยนแอมโมเนียไนโตรเจนให้เป็น ไนเทรต ที่เกิดขึ้นในสภาวะแบบใช้ออกซิเจน หรือที่เรียกว่า "กระบวนการไนทริฟิเคชั่น (Nitrification)" และขั้นตอนการเปลี่ยนไนเทรตให้เป็นก๊าซไนโตรเจน ซึ่งเกิดขึ้นในสภาวะไร้ออกซิเจน หรือที่เรียกว่า "กระบวนการดีไนทริฟิเคชั่น (Denitrification)"
- การกำจัดฟอสฟอรัสและไนโตรเจนร่วมกันโดยกระบวนการทางชีวภาพ ซึ่ง เป็นการใช้ทั้งกระบวนการแบบใช้อากาศและไม่ใช้อากาศในการกำจัดไนโตรเจน โดยกระบวนการไนตริฟิเคชันและกระบวนการดีไนตริฟิเคชันร่วมกับกระบวนการจับใช้ ฟอสฟอรัสอย่างฟุ่มเฟือย (Phosphours Luxuty Uptake) ซึ่งต้องมีการใช้กระบวนการแบบไม่ใช้อากาศต่อด้วยกระบวนการใช้อากาศด้วยเช่น กัน ทั้งนี้จะต้องมีการประยุกต์ใช้โดยผู้มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการดัง กล่าวเป็นอย่างดี
- การกรอง (Filtration) ซึ่งเป็นการกำจัดสารที่ไม่ต้องการโดยวิธีการทางกายภาพ อันได้แก่ สารแขวนลอยที่ตกตะกอนได้ยาก เป็นต้น
- การดูดติดผิว (Adsorption) ซึ่งเป็นการกำจัดสารอินทรีย์ที่มีในน้ำเสียโดยการดูดติดบนพื้นผิวของของแข็ง รวมถึงการกำจัดกลิ่นหรือก๊าซที่เกิดขึ้นด้วยวิธีการเดียวกัน
| การบำบัดกากตะกอนหรือสลัดจ์ (Sludge Treatment) |
ระบบบำบัดน้ำเสียที่ใช้หลักการทาง ชีวภาพจะมีกากตะกอนจุลินทรีย์หรือสลัดจ์เป็นผลผลิตตามมาด้วยเสมอ ซึ่งเป็นผลจากการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในการกินสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องบำบัดสลัดจ์เหล่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเน่าเหม็นของสลัดจ์ การเพิ่มภาวะมลพิษ และเป็นการทำลายเชื้อโรคด้วย นอก จากนี้การลดปริมาตรของสลัดจ์โดยการกำจัดน้ำออกจากสลัดจ์ ช่วยให้เกิดความสะดวกในการเก็บขนไปกำจัดทิ้งหรือนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ทั้งนี้ในการบำบัดสลัดประกอบด้วยกระบวนการหลักๆ ได้แก่
1. การทำข้น (Thickener) โดย ใช้ถังทำข้นซึ่งมีทั้งที่ใช้กลไกการตกตะกอน (Sedimentation) และใช้กลไกการลอยตัว (Floatation) ทำหน้าที่ในการลดปริมาณสลัดจ์ก่อนส่งไปบำบัดโดยวิธีการอื่นต่อไป
2. การทำให้สลัดจ์คงตัว (Stabilization) โดยการย่อยสลัดจ์ด้วยกระบวนการใช้อากาศ หรือ ใช้กระบวนการไร้อากาศ เพื่อทำหน้าที่ในการลดสารอินทรีย์ในสลัดจ์ ทำให้สลัดจ์คงตัวสามารถนำไปทิ้งได้โดยไม่เน่าเหม็น
3. การปรับสภาพสลัดจ์ (Conditioning) เพื่อทำให้สลัดจ์มีความเหมาะสมกับการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป เช่น ทำปุ๋ย การใช้ปรับสภาพดินสำหรับใช้ทางการเกษตร เป็นต้น
4. การรีดน้ำ (Dewatering) เพื่อ ลดปริมาณสลัดจ์ที่จะนำไปทิ้งโดยการฝังกลบ การเผา หรือนำไปใช้ประโยชน์อื่น ซึ่งทำให้เกิดความสะดวกในการขนส่ง โดยอุปกรณ์ที่ใช้ในการรีดน้ำ ได้แก่ เครื่องกรองสูญญากาศ (Vacuum filter) เครื่องอัดกรอง (Filter press) หรือเครื่องกรองหมุนเหวี่ยง (Centrifuge) รวมถึงการลานตากสลัดจ์ (Sludge drying bed)
| การกำจัดกากตะกอนหรือสลัดจ์ (Sludge Disposal) |
หลังจากสลัดจ์ที่เกิดขึ้นจากการ บำบัดน้ำเสียได้รับการบำบัดให้มีความคงตัว ไม่มีกลิ่นเหม็น และ มีปริมาตรลดลง เพื่อความสะดวกในการขนส่งแล้ว ในขั้นต่อมาก็คือ การนำสลัดจ์เหล่านั้นไปกำจัดทิ้งโดยวิธีการที่เหมาะสม ซึ่งวิธีการกำจัดทิ้งที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
- การฝังกลบ (Landfill): เป็นการนำสลัดจ์มาฝังในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้และกลบด้วยชั้นดินทับอีก ชั้นหนึ่ง
- การหมักทำปุ๋ย (Composting) : เป็นการนำสลัดจ์มาหมักต่อเพื่อนำไปใช้เป็นปุ๋ย ซึ่งเป็นการนำสลัดจ์กลับมาใช้ประโยชน์ในการเป็นปุ๋ยสำหรับปลูกพืช เนื่องจากในสลัดจ์ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นในการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และแร่ธาตุต่างๆ
- การเผา (Incineration) : เป็นการนำสลัดจ์ที่จวนแห้ง (ตั้งแต่ร้อยละ 40 ของของแข็งขึ้นไป) มาเผา เพราะเนื่องจากไม่สามารถนำไปใช้ทำปุ๋ยหรือฝังกลบได้
วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554
เชื้ออีโคไล O157:H7 คืออะไร
เชื้ออีโคไล O157:H7 เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ้งที่ก่อโรคระบบทางเดินอาหารที่รุนแรง การระบาดของเชื้อนี้แต่ละปีมีผู้ติดเชื้อนับแสนคน อัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 1 อาการสำคัญคือ ท้องเสียชนิดอุจจาระมีเลือดปน บางรายมีอาการอุจจาระเป็นมูกเลือด และที่สำคัญคือ โรคนี้ทำให้เกิดภาวะไตวายร่วมด้วยได้บ่อยมาก โดยทั่วไปคนติดเชื้อโรคนี้จากการรับประ ทานอาหารที่ไม่สุกส่วนใหญ่เป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว พบมีรายงานการระบาดของเชื้อ เชื้ออีโคไล O157:H7 จากการดื่มนมวัวที่ดิบ การเล่นน้ำหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคชนิดนี้ และพบว่าเชื้ออีโคไล O157:H7 สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ รวมทั้งการระบาดในครอบครัวและสถานเลี้ยงเด็กอ่อนเชื้อ อีโคไลเป็นเชื้อแบคทีเรียมีหลายร้อยสายพันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงเท่าใดนัก และเป็นจุลชีพท้องถิ่นอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารส่วนลำไส้ โดยไม่ทำให้เกิดโรคแต่อย่างใด ส่วนเชื้ออีโคไล O157:H7 มีความสามารถในการสร้างโปรตีนที่เป็นพิษ ทำให้เกิดโรคที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงกับเสียชีวิตได้ การระบาดของเชื้ออีโคไล O157:H7 ครั้งแรกในปี 1982 จากการสืบสวนโรคด้วยวิธีการทางระบาดวิทยา พบว่าเกิดจากเนื้อที่นำมาทำแฮมเบอเกอร์ติดเชื้ออีโคไล O157:H7 หลังจากนั้นพบการระบาดใหญ่อีกหลายครั้งและพบการระบาดในท้องถิ่นแทบทุกปี ในการศึกษาการระบาดของโรคนี้จำเป็นต้องระบุสายพันธุ์ให้ชัดเจน เนื่องจากเชื้ออีโคไลชนิดอื่นไม่ก่อให้เกิดโรครุนแรงในลักษณะนี้
การ แพร่กระจายของเชื้ออีโคไล O157:H7 พบได้ทั่วไปในฟาร์มปศุสัตว์ และสามารถตรวจพบเชื้อในลำไส้ของวัวควายที่มีสุขภาพดี ไม่เป็นสัตว์ป่วยแต่อย่างใด เนื้อสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อบดมีโอกาสปนเปื้อนเชื้ออีโคไล O157:H7 ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นการปนเปื้อนในฟาร์ม การปนเปื้อนจากกระบวนการผลิต แม้กระทั่งการปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์นม เมื่อคนกินเนื้อที่ปนเปื้อนเชื้อและไม่ได้ปรุงอาหารให้สุกจึงได้รับเชื้อได้ ง่าย เนื้อที่ไม่สุกและปนเปื้อนเชื้อมักจะดูไม่ออกจากลักษณะภายนอกและไม่มีกลิ่น เหม็นแต่อย่างใด จากการศึกษาวิจัยทางจุลชีววิทยาพบว่าการที่ร่างกายได้รับเชื้ออีโคไล O157:H7 เพียงเล็กน้อยก็สามารถก่อให้เกิดโรคได้
เชื้อ อีโคไล O157:H7 ยังอาจพบได้ในผลิตภัณฑ์นม น้ำผลไม้ ผักสดบางชนิด ซาลามี่ และพบว่าเกิดการะบาดจากแหล่งน้ำที่มีเชื้อโรคนี้อยู่อีกด้วย เชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในอุจจาระของผู้ป่วยยังสามารถแพร่เชื้อต่อไปอีกได้ ดังนั้นการรักษาสุขอนามัยที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการ ระบาดของโรคนี้ สิ่งสำคัญที่ควรเน้นเสมอคือ เรื่องของการล้างมือ หลักฐานทางวิชาการระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเพียงการล้างมือเท่านั้น ก็สามารถลดการกระจายของเชื้ออีโคไล O157:H7 ได้ สำหรับบ้านที่มีเด็กอ่อนต้องให้การดูแลเกี่ยวกับการขับถ่ายของเด็กด้วย เนื่องจากพบว่าเป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งของการระบาด เด็กเล็กสามารถแพร่เชื้อได้นานถึงสองสัปดาห์ และในเด็กโตพบว่าหากได้รับเชื้อแล้วมักจะเกิดอาการเจ็บป่วยเป็นโรคแทบทุกราย
เชื้ออีโคไล O157:H7 ก่อให้เกิดโรคท้องเสียหรืออุจจาระร่วง ในบางรายอาการอาจไม่รุนแรงมากและหายได้ภายในเจ็ดวันสิบวัน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยน้อยรายที่จะถ่ายอุจจาระปกติ โรคอุจจาระร่วงที่เกิดจากการติดเชื้อนี้มักจะไม่มีไข้ แต่ผู้ป่วยจะปวดท้องมาก ถึงขั้นปวดบิดได้ ในเด็กอ่อนอายุน้อย 5 ปีและในผู้สูงอายุ มักจะเกิดโรคแทรกซ้อน เม็ดเลือดแดงถูกทำลายและทำให้ไตวาย เรียกชื่อว่า กลุ่มอาการเม็ดเลือดแดงแตกและไตวาย (hemolytic uremic syndrome) ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบได้ร้อยละ 2-7 ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคนี้ และเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันในเด็ก การติดเชื้ออีโคไล O157:H7 จึงมีความสำคัญและเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่ควรให้ความสนใจอย่างหนึ่ง
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
การ แพร่กระจายของเชื้ออีโคไล O157:H7 พบได้ทั่วไปในฟาร์มปศุสัตว์ และสามารถตรวจพบเชื้อในลำไส้ของวัวควายที่มีสุขภาพดี ไม่เป็นสัตว์ป่วยแต่อย่างใด เนื้อสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อบดมีโอกาสปนเปื้อนเชื้ออีโคไล O157:H7 ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นการปนเปื้อนในฟาร์ม การปนเปื้อนจากกระบวนการผลิต แม้กระทั่งการปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์นม เมื่อคนกินเนื้อที่ปนเปื้อนเชื้อและไม่ได้ปรุงอาหารให้สุกจึงได้รับเชื้อได้ ง่าย เนื้อที่ไม่สุกและปนเปื้อนเชื้อมักจะดูไม่ออกจากลักษณะภายนอกและไม่มีกลิ่น เหม็นแต่อย่างใด จากการศึกษาวิจัยทางจุลชีววิทยาพบว่าการที่ร่างกายได้รับเชื้ออีโคไล O157:H7 เพียงเล็กน้อยก็สามารถก่อให้เกิดโรคได้
เชื้ออีโคไล O157:H7 ก่อให้เกิดโรคท้องเสียหรืออุจจาระร่วง ในบางรายอาการอาจไม่รุนแรงมากและหายได้ภายในเจ็ดวันสิบวัน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยน้อยรายที่จะถ่ายอุจจาระปกติ โรคอุจจาระร่วงที่เกิดจากการติดเชื้อนี้มักจะไม่มีไข้ แต่ผู้ป่วยจะปวดท้องมาก ถึงขั้นปวดบิดได้ ในเด็กอ่อนอายุน้อย 5 ปีและในผู้สูงอายุ มักจะเกิดโรคแทรกซ้อน เม็ดเลือดแดงถูกทำลายและทำให้ไตวาย เรียกชื่อว่า กลุ่มอาการเม็ดเลือดแดงแตกและไตวาย (hemolytic uremic syndrome) ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบได้ร้อยละ 2-7 ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคนี้ และเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันในเด็ก การติดเชื้ออีโคไล O157:H7 จึงมีความสำคัญและเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่ควรให้ความสนใจอย่างหนึ่ง
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
| |
|---|
ผลกระทบจากคุณภาพน้ำต่อสุขภาพ
ผลกระทบจากคุณภาพน้ำต่อสุขภาพ
1. โรคจากสารหนู
2. โรคจากตะกั่ว
3. สารโลหะหนัก
4. โรคจากฟลูออไรด์
5. โรคอิไต-อิไต
6. โรคจากแบคทีเรีย
การเฝ้าระวังโรคติดต่อจากอาหารและน้ำ
* การเฝ้าระวังโรคติดต่อ
- จากรายงานการเฝ้าระวังโรคติดต่อจากอาหารและน้ำ ตั้งแต่วันที่ 4-31 มกราคม 2552 ทั่วประเทศพบผู้ป่วยอุจจาระร่วงเฉียบพลัน รวม 81,305 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 128.98 ต่อแสนประชากร
* ผลกระทบของคุณภาพน้ำต่อสุขภาพของประชาชนและมาตรฐานคุณภาพน้ำบริโภค
* คุณภาพน้ำขึ้นอยู่กับสิ่งเจือปนในน้ำ
1. เกลือแร่ต่าง ๆ
2. สารเคมีทั่วไป/สารเคมีเป็นพิษ
3. โลหะหนัก
4. จุลินทรีย์
คุณภาพน้ำ
1. คุณลักษณะทางกายภาพ
2. คุณลักษณะทางเคมีทั่วไป
3. สารเป็นพิษ (อินทรีย์/อนินทรีย์)
4. คุณลักษณะทางจุลชีววิทยา
คุณภาพน้ำทางกายภาพ
ตรวจได้ด้วยประสาทสัมผัส
- กลิ่น รส สี ความขุ่น
- สารแขวนลอย
คุณภาพน้ำทางเคมี
(ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า)
วิเคราะห์โดยการทดสอบปฏิกิริยาทางเคมี/เครื่องมือพิเศษ
- สารเคมีที่เจือปนในน้ำ
- ความเป็นกรด-ด่าง สี ความกระด้าง เหล็ก ตะกั่ว ทองแดง สังกะสี แคดเมี่ยม โครเมี่ยม ปรอท
สารหนู ซัลเฟต ไนเตรท คลอไรด์ ฟลูออไรด์
คุณภาพน้ำทางแบคทีเรีย
เชื้อโรค (µ)
ตรวจสอบโดยเทคนิคทางจุลชีววิทยา
- โคลิฟอร์มแบคทีเรีย
- ฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย
- อี.โคไล
- สแตฟฟีโลคอคคัส ออเรียส
- ซัลโมเนลล่า
- คลอสตริเดียม เพอร์ฟรินเจนส์
1. โรคจากสารหนู
2. โรคจากตะกั่ว
3. สารโลหะหนัก
4. โรคจากฟลูออไรด์
5. โรคอิไต-อิไต
6. โรคจากแบคทีเรีย
การเฝ้าระวังโรคติดต่อจากอาหารและน้ำ
* การเฝ้าระวังโรคติดต่อ
- จากรายงานการเฝ้าระวังโรคติดต่อจากอาหารและน้ำ ตั้งแต่วันที่ 4-31 มกราคม 2552 ทั่วประเทศพบผู้ป่วยอุจจาระร่วงเฉียบพลัน รวม 81,305 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 128.98 ต่อแสนประชากร
* ผลกระทบของคุณภาพน้ำต่อสุขภาพของประชาชนและมาตรฐานคุณภาพน้ำบริโภค
* คุณภาพน้ำขึ้นอยู่กับสิ่งเจือปนในน้ำ
1. เกลือแร่ต่าง ๆ
2. สารเคมีทั่วไป/สารเคมีเป็นพิษ
3. โลหะหนัก
4. จุลินทรีย์
คุณภาพน้ำ
1. คุณลักษณะทางกายภาพ
2. คุณลักษณะทางเคมีทั่วไป
3. สารเป็นพิษ (อินทรีย์/อนินทรีย์)
4. คุณลักษณะทางจุลชีววิทยา
คุณภาพน้ำทางกายภาพ
ตรวจได้ด้วยประสาทสัมผัส
- กลิ่น รส สี ความขุ่น
- สารแขวนลอย
คุณภาพน้ำทางเคมี
(ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า)
วิเคราะห์โดยการทดสอบปฏิกิริยาทางเคมี/เครื่องมือพิเศษ
- สารเคมีที่เจือปนในน้ำ
- ความเป็นกรด-ด่าง สี ความกระด้าง เหล็ก ตะกั่ว ทองแดง สังกะสี แคดเมี่ยม โครเมี่ยม ปรอท
สารหนู ซัลเฟต ไนเตรท คลอไรด์ ฟลูออไรด์
คุณภาพน้ำทางแบคทีเรีย
เชื้อโรค (µ)
ตรวจสอบโดยเทคนิคทางจุลชีววิทยา
- โคลิฟอร์มแบคทีเรีย
- ฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย
- อี.โคไล
- สแตฟฟีโลคอคคัส ออเรียส
- ซัลโมเนลล่า
- คลอสตริเดียม เพอร์ฟรินเจนส์
ขั้นตอนการส่งตัวอย่างตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำบริโภค
บริการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำบริโภค
ศูนย์ ห้องปฏิบัติการกรมอนามัย ให้ทดสอบคุณภาพน้ำบริโภคตามข้อมูลที่กำหนดโดยเกณฑ์และมาตรฐานน้ำบริโภคต่าง ๆ เช่น เกณฑ์คุณภาพน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลก ปี 2536 มาตรฐานน้ำบริโภคในชนบทของคณะกรรมการบริหารโครงการจัดให้มีน้ำสะอาดในชนบท ทางราชอาณาจักร 2531 และเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาของกรมอนามัยปี 2543
ข้อแนะนำในการส่งตัวอย่าง
1. ให้ผู้ส่งตัวอย่างน้ำบริโภค ปฏิบัติดังนี้
1.1 ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับภาชนะจากห้องปฏิบัติการ และเก็บตัวอย่างในภาชนะที่กำหนด ได้แก่
1.1.1 ขวดแก้วปากกว้าง ความจุประมาณ 125 มิลลิลิตร มีฝาจุกแก้วปิดสนิทแบบกราวน์จอยท์ ฝาและคอขวดหุ้มด้วยกระดาษอะลูมิเนียมบรรจุในกระป๋องเหล็กกล้าไร้สนิม ซึ่งผ่านการอบฆ่าเชื้อ บรรจุตัวอย่างน้ำปริมาตรประมาณ 100 มิลลิลิตร เพื่อทดสอบทางแบคทีเรีย ถ้าตัวอย่างน้ำประปามีคลอรีนอิสระคงเหลือให้สุ่มเก็บน้ำตัวอย่างใส่ขอวดแก้ว ที่บรรจุสารละลายโซเดียมไธโอซัลเฟต เก็บรักษาคุณภาพน้ำตัวอย่างระหว่างการนำส่งห้องปฏิบัติการโดยแช่เย็นที่ อุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส การเก็บตัวอย่างน้ำจากก๊อกน้ำประปาโดยตรงต้องทำความสะอาด่าเชื้อบริเวณปาก ก๊อกก่อนสุ่มเก็บตัวอย่าง
1.1.2 ขวดพลาสติกที่สะอาดมีฝาปิดสนิท ความจุประมาณ 2 ลิตร บรรจุตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์ทางเคมี กายภาพ เก็บรักษาคุณภาพตัวอย่างน้ำระหว่างการนำส่งห้องปฏิบัติการโดยแช่เย็นที่ อุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส
1.1.3 ขวดพลาสติกทรงกระบอกที่สะอาดชนิด PP (Polypropylene) หรือ PE (Polyethylene) มีฝาปิดสนิท ความจุประมาณ 1 ลิตร บรรจุตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์ทางโลหะหนัก เก็บรักษาคุณภาพน้ำตัวอย่างระหว่างการนำส่งห้องปฏิบัติการโดยแช่เย็นที่ อุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส
1. ให้ผู้ส่งตัวอย่างน้ำบริโภค ปฏิบัติดังนี้
1.1 ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับภาชนะจากห้องปฏิบัติการ และเก็บตัวอย่างในภาชนะที่กำหนด ได้แก่
1.1.1 ขวดแก้วปากกว้าง ความจุประมาณ 125 มิลลิลิตร มีฝาจุกแก้วปิดสนิทแบบกราวน์จอยท์ ฝาและคอขวดหุ้มด้วยกระดาษอะลูมิเนียมบรรจุในกระป๋องเหล็กกล้าไร้สนิม ซึ่งผ่านการอบฆ่าเชื้อ บรรจุตัวอย่างน้ำปริมาตรประมาณ 100 มิลลิลิตร เพื่อทดสอบทางแบคทีเรีย ถ้าตัวอย่างน้ำประปามีคลอรีนอิสระคงเหลือให้สุ่มเก็บน้ำตัวอย่างใส่ขอวดแก้ว ที่บรรจุสารละลายโซเดียมไธโอซัลเฟต เก็บรักษาคุณภาพน้ำตัวอย่างระหว่างการนำส่งห้องปฏิบัติการโดยแช่เย็นที่ อุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส การเก็บตัวอย่างน้ำจากก๊อกน้ำประปาโดยตรงต้องทำความสะอาด่าเชื้อบริเวณปาก ก๊อกก่อนสุ่มเก็บตัวอย่าง
1.1.2 ขวดพลาสติกที่สะอาดมีฝาปิดสนิท ความจุประมาณ 2 ลิตร บรรจุตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์ทางเคมี กายภาพ เก็บรักษาคุณภาพตัวอย่างน้ำระหว่างการนำส่งห้องปฏิบัติการโดยแช่เย็นที่ อุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส
1.1.3 ขวดพลาสติกทรงกระบอกที่สะอาดชนิด PP (Polypropylene) หรือ PE (Polyethylene) มีฝาปิดสนิท ความจุประมาณ 1 ลิตร บรรจุตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์ทางโลหะหนัก เก็บรักษาคุณภาพน้ำตัวอย่างระหว่างการนำส่งห้องปฏิบัติการโดยแช่เย็นที่ อุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส
หมายเหตุ : ดูรายละเอียดในเอกสาร ขั้นตอนการสุ่มเก็บ การบรรจุ และการเก็บรักษาตัวอย่างน้ำบริโภค
1.2 ติดฉลากข้างภาชนะบรรจุตัวอย่างและระบุรายละเอียดตามแบบฟอร์ม
1.3 ส่งตัวอย่างน้ำเสีย / น้ำทิ้ง ที่ศูนย์ห้องปฏิบัติการกรมอนามัย อาคารศูนย์ห้องปฏิบัติการกรมอนามัย ภายในเวลา 48 ชั่วโมง พร้อมกรอกรายละเอียดในใบนำส่งตัวอย่าง (คำขอใช้บริการ) ตามแบบฟอร์มให้ครบถ้วนและแจ้งความประสงค์ระบุรายการที่ต้องการทดสอบต่อเจ้า หน้าที่
1.4 ผู้ส่งตัวอย่างรับสำเนาใบรับตัวอย่าง
2. ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่รับตัวอย่างเข้าสู่ห้องปฏิบัติการ จนกระทั่งออกใบรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ทดสอบ ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์
3. เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการแจ้งผู้ส่งตัวอย่างชำระค่าบริการตรวจวิเคราะห์พร้อมรับใบเสร็จรับเงินและรับรายงานผลการตรวจวิเคราะห์
4. บริการรับตรวจวิเคราะห์ ทดสอบ ตัวอย่างน้ำเสีย/น้ำทิ้ง ทุกวันเวลาราชการและวันศุกร์เวลา 08.30 - 13.00 น.
5. ห้องปฏิบัติการมีนโยบายไม่ใช้การจ้างเหมาช่วง
1.2 ติดฉลากข้างภาชนะบรรจุตัวอย่างและระบุรายละเอียดตามแบบฟอร์ม
1.3 ส่งตัวอย่างน้ำเสีย / น้ำทิ้ง ที่ศูนย์ห้องปฏิบัติการกรมอนามัย อาคารศูนย์ห้องปฏิบัติการกรมอนามัย ภายในเวลา 48 ชั่วโมง พร้อมกรอกรายละเอียดในใบนำส่งตัวอย่าง (คำขอใช้บริการ) ตามแบบฟอร์มให้ครบถ้วนและแจ้งความประสงค์ระบุรายการที่ต้องการทดสอบต่อเจ้า หน้าที่
1.4 ผู้ส่งตัวอย่างรับสำเนาใบรับตัวอย่าง
2. ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่รับตัวอย่างเข้าสู่ห้องปฏิบัติการ จนกระทั่งออกใบรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ทดสอบ ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์
3. เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการแจ้งผู้ส่งตัวอย่างชำระค่าบริการตรวจวิเคราะห์พร้อมรับใบเสร็จรับเงินและรับรายงานผลการตรวจวิเคราะห์
4. บริการรับตรวจวิเคราะห์ ทดสอบ ตัวอย่างน้ำเสีย/น้ำทิ้ง ทุกวันเวลาราชการและวันศุกร์เวลา 08.30 - 13.00 น.
5. ห้องปฏิบัติการมีนโยบายไม่ใช้การจ้างเหมาช่วง
รูปแสดงภาชนะบรรจุตัวอย่างน้ำบริโภคและฉลาก
ฉลากสำหรับติดที่ภาชนะบรรจุตัวอย่าง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)